ทดสอบ1

ทดสอบ

รคกระดูกพรุน หรือ โรคกระดูกโปร่งบาง

คือภาวะที่เนื้อกระดูกลดลง และมีการเปลี่ยนแบบโครงสร้าง ภายในกระดูก ส่งผลให้กระดูกบางลงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น

ในวัยเด็กปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อยๆ เพิ่มสูงจนสูงสุดเมื่อ อายุ 30 – 35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้าๆ แต่ใน ผู้หญิงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดชีวิตผู้หญิง จะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2 -3 เท่า ดังนั้น จะเห็นว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. โรคกระดูกพรุนแบบ ปฐมภูมิ ได้แก่ ภาวะกระดูกพรุนที่พบใน หญิงวัยหมดประจำเดือน และ คนสูงอายุ ในอัตราส่วน หญิง:ชาย = 2:1
2. โรคกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ ได้แก่ ภาวะกระดูกพรุนที่พบในคนที่รับผลกระทบจากปัญจัยที่ส่งผลต่อกระทบต่อการเจริญหมุนเวียนของกระดูก เช่น การรับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะ ยาประเภทสเตียรอยด์, ขาดสารอาหารแคลเซียม, สูบบุหรี่จัด, ดื่มสุราหนัก, ขาดการออกกำลังกาย, หรือจากโรคบางชนิด เช่น มะเร็งที่ตัวกระดูกหรือความผิดปกติของฮอร์โมน

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

ปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนได้ โดยการวัดความหนาแน่นของเนื้อกระดูก (BMD) การตรวจนี้จะใช้แสงเอ็กซเรย์ที่มีปริมาณน้อยมากส่องบริเวณที่ต้องการตรวจแล้วใช้คอมพิวเตอร์คำนวณหาค่าความหนาแน่นของกระดูกเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน หากความหนาแน่น ของกระดูกลดลง 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเสี่ยงต่อกระดูกหักจะเพิ่มขึ้น 1.5-3 เท่า

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน

  • ปัจจัยด้านอายุ  ในวัยเด็กมวลกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อายุ 22 – 25 ปี มวลกระดูกจะสูงสุด อายุ 25 –30 ปี มวลกระดูกคงที่  อายุมากกว่า 30 ปี มวลกระดูกเริ่มลดลงเฉลี่ยร้อยละ 6 – 8 ทุก 10 ปี หญิงวัยหมดประจำเดือน (อายุประมาณ 48 ปี) อาจลดลงถึงร้อยละ 5 – 10 ต่อปี
  • ปัจจัยด้านเพศ เพศชายจะมีมวลกระดูกมากกว่าเพศหญิง 30 – 50%  เพศหญิงเริ่มมีการสูญเสียกระดูกเมื่ออายุ 30 ปี และจะสูญเสียมากขึ้นเมื่อหมดประจำเดือนหรือถูกตัดรังไข่ ส่วนเพศชายจะเริ่มมีการสูญเสียเนื้อกระดูกเมื่ออายุ  45 –50 ปี
  • ปัจจัยด้านชนชาติ ผู้หญิงผิวขาวจะมีอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะกระดูกพรุนมากที่สุด รองลงมากเป็นคนทางแถบภาคตะวันออก และคนผิวดำ
  • ปัจจัยด้านรูปร่าง  ผู้หญิงที่มีโครงกระดูกเล็ก และตัวเตี้ย มีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ที่มีโครงกระดูกใหญ่
  • ปัจจัยด้านอุปนิสัย เช่น
    • เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนประเภทชา กาแฟ จะทำให้มีการขับแคลเซี่ยมออกทางปัสสาวะมากขึ้น
    • เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง จะรวมตัวกับแคลเซี่ยม ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้แคลเซี่ยมได้
    • การดื่มสุราอย่างมากจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซี่ยมในลำไส้ และขับแคลเซี่ยมออกทางปัสสาวะมากขึ้น และยังขัดขวางการสร้างกระดูกด้วย
    • การสูบบุหรี่อย่างมาก ทำให้ร่างกายนำแคลเซี่ยมไปใช้ได้ไม่เต็มที่
    • การออกกำลังกาย การไม่ออกกำลังกาย ออกกำลังกายมากเกินไป การทำงานที่มีการเคลื่อนไหวน้อยทำให้มีการสลายของกระดูกมากขึ้น
  • ปัจจัยด้านพันธุกรรม   ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัว เช่น ย่า ยาย มารดา พี่สาว และน้องสาว ป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนและภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าคนอื่น
  • ปัจจัยด้านโรคและยา    ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาปฏิชีวนะเตตราซัยคลิน ยากันชัก ยาฮอร์โมนรักษาโรคเบาหวาน ยาฮอร์โมนรักษาโรคคอพอกเป็นพิษ และยาพวกเฮพพาริน จะลดการดูดซึมแคลเซี่ยมในลำไส้ หรือมีผลขับแคลเซี่ยมออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง
  • ปัจจัยด้านอาหาร เช่น
    • ขาดแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส และวิตามินดี เนื่องจากทั้ง 3 ตัวเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก
    • การรับประทานพืช ผัก ชนิดเดียวกันเวลานานและจำนวนมาก จะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซี่ยมในลำไส้ ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มีผลให้ระดับฮอร์โมนออสโตรเจนลดลง เกิดการสลายกระดูกเพิ่มขึ้น
    • การรับประทานอาหารโปรตีนสูงจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะได้รับ สารกลูคากอน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายขับแคลเซี่ยมออกทางปัสสาวะมากขึ้น
    • การรับประทานอาหารรสเค็มจัด ซึ่งมีส่วนประกอบของโซเดียม ร่างกายจะขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ จะมีผลทำให้ร่างกายขับแคลเซี่ยมออกทางปัสสาวะมากตามไปด้วย

อาการและการแสดง

ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่ 70% มักไม่แสดงอาการ ลักษณะอาการของผู้สูงอายุสตรีและบุรุษวัยทอง ที่แสดงออกว่ากำลังเกิดภาวะโรคกระดูกพรุนในร่างกายที่สามารถรู้ได้ด้วยตนเองคือ

1. ฟันจะมีอาการเสียวฟันได้บ่อย ๆ เนื่องจากมีการร้าวของฟันโดยที่ฟันไม่มีรอยผุหรือไม่มีการร่นของเหงือก
2. ฟันผุกร่อน และหลุดร่วงง่าย
3. หลังงุ้มลง และส่วนสูงลดลง
4. ขาหรือเข่าเริ่มมีอาการโก่งออกมามากกว่าปกติ
5. เมื่อออกเดินบางครั้งจะมีอาการปวดเสียวบริเวณข้อต่อต่าง ๆ
6. อาการปวดกระดูก

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

การป้องกันปฐมภูมิ  เป็น การรักษาหรือการกระทำใดๆ ที่ให้กับ ผู้ที่ยังมิได้เกิดภาวะกระดูกบาง โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน ไม่ให้กระดูกบางลง หรือ เพื่อชะลอให้กระดูกบางช้าที่สุด แบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ

1. ระยะเด็กและวัยรุ่น

  • จะเน้นการใช้แรงกายและการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก
  • ควรได้รับแคลเซียมอย่างพอเพียงตามวัย วันละ 800-1,000 มิลลิกรัม โดยเฉพาะแคลเซียมจากอาหาร หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ หรือ แอลกอฮอล์
  • ป้องกันหรือรักษาโรคซึ่งอาจมีผลให้มีการสูญเสียกระดูกเร็วขึ้น ได้แก่ การขาด เอสโตรเจนก่อนวัยอันควร ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง เป็นต้น 2.2.

2. ระยะหมดประจำเดือน โดยทั่วไป การสูญเสียมวลกระดูกมักจะเริ่มภายหลังระยะที่มวลกระดูกเพิ่มสูงสุด ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ภายหลังวัยหมดระดูจะมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่าง รวดเร็วโดยเฉพาะในระยะ 5 ปีแรก ถ้ามวลกระดูกลดลงจนถึงจุดวิกฤตการรักษาในระยะนั้นอาจไม่สามารถคืนความต่อเนื่องของส่วนเชื่อมดังกล่าวได้
ในสตรีวัยหมดระดู โดยทั่วไป จะมีการสูญเสียกระดูกในอัตราที่แตกต่างกันส่วนใหญ่ จะมีการ สูญเสียกระดูกอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่บางรายจะมีการสูญเสียกระดูกอย่างรวดเร็ว (ในอัตราที่เกิน กว่าร้อยละ 3 ต่อปี) ดังนั้น ในสตรีที่มีภาวะกระดูกบางร่วมกับมีการสูญเสียกระดูกอย่างรวดเร็ว หรือมีปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกต่างๆ จึงควรได้รับการรักษาเพื่อป้องกันหรือชะลอ การเกิดโรคกระดูกพรุนและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักในอนาคต อย่างไรก็ดีการใช้ยาเพื่อป้องกัน โรคกระดูกพรุนจำเป็นต้องพิจารณาถึงประโยชน์ ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การป้องกันทุติยภูมิ หมายถึง การรักษาหรือการกระทำใดๆ ที่ให้กับ ผู้ที่มีกระดูกบางแล้วแต่ยังไม่ได้ถึงขั้นกระดูกพรุน โดยมีจุดประสงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระดูกพรุน หรือชะลอให้เกิดโรคกระดูกพรุนช้าที่สุด มี 2 ทางเลือก คือ

1. ทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ยา ได้แก่

  • การออกกำลงกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย
  • ควรได้รับแสงแดดอ่อนๆ อย่างเพียงพอ เพื่อให้ผิวหนังสามารถสร้างวิตามินดี
    หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพที่เป็นความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหัก ได้แก่การสูบบุหรี่ ดื่มสุราเกินขนาด รับประทานยากลูโคคอติคอยด์เป็นระยะเวลานาน เป็นต้น
    ดูแลรักษาโรคทางอายุรกรรมที่อาจมีผลให้สูญเสียกระดูกได้เร็วขึ้น เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ
  • การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างพอเพียง โดยพิจารณาการได้รับแคลเซียมจาก อาหารเป็นอันดับแรก ในรายที่จำเป็นต้องรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ด ควรรับประทาน พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที

2. ทางเลือกที่ต้องอาศัยยา ได้แก่ การใช้ฮอร์โมนเพศทดแทนที่มีเอสโตรเจน และการใช้ยาที่มิใช่ฮอร์โมนเพศ เช่นการรับประทาน แคลเซี่ยมร่วมกับวิตามิน ดี วิตามิน เค เป็นต้น

1 thought on “ทดสอบ1

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *